รู้หรือไม่ว่า มีภาวะผิดรูปของเท้าอย่างหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยเด็กและส่งผลต่อการเดิน การทรงตัว และคุณภาพชีวิตในระยะยาว นั่นก็คือ ภาวะหัวแม่เท้าเอียง (Hallux Valgus)
วันนี้จะพาคุณมาทำความรู้จักกับภาวะนี้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเสี่ยงบ้าง อาการเป็นอย่างไร และแนวทางการรักษาหรือดูแลเบื้องต้นเพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลาม
หัวแม่เท้าเอียงคืออะไร?
หัวแม่เท้าเอียง (Hallux Valgus) คือภาวะที่หัวแม่เท้าเอียงเข้าหานิ้วเท้าอื่นๆ ทำให้ข้อโคนนิ้วโป้งนูนออกด้านข้าง โดยมากจะเห็นได้ชัดจากการที่นิ้วโป้งเบี่ยงเข้าด้านใน และเกิดกระดูกปูดบริเวณข้างเท้า ซึ่งอาจทำให้รู้สึกเจ็บเมื่อเดิน หรือใส่รองเท้าคับ
หากเป็นในเด็กอาจสังเกตได้ยากในช่วงแรก เพราะเด็กมักไม่รู้สึกเจ็บชัดเจน แต่หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลให้โครงสร้างเท้าเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร จนมีผลต่อการเดินในอนาคต
🔍 สาเหตุของภาวะหัวแม่เท้าเอียง
ภาวะหัวแม่เท้าเอียงสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย และไม่ใช่เฉพาะในผู้ใหญ่เท่านั้น เด็กก็มีโอกาสเป็นได้หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ดังนี้
1. กรรมพันธุ์
หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือพันธุกรรม เด็กที่มีพ่อแม่หรือคนในครอบครัวมีภาวะหัวแม่เท้าเอียง มีแนวโน้มจะเกิดภาวะนี้ได้สูงกว่าคนทั่วไป
2. พฤติกรรมการใส่รองเท้า
รองเท้าที่บีบหน้าเท้าแคบ หรือรองเท้าที่มีหัวแหลม สามารถส่งผลให้หัวแม่เท้าถูกกดหรือเบียด จนเกิดการเบี่ยงตัวเข้าไปด้านในได้ โดยเฉพาะหากใส่ต่อเนื่องในช่วงที่เท้ากำลังเติบโต
3. โครงสร้างเท้าที่ผิดปกติ
เด็กบางคนอาจเกิดมาพร้อมกับโครงสร้างกระดูกฝ่าเท้าแบน เท้าแอ่น หรือความผิดปกติที่กระดูกบริเวณข้อเท้า ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดหัวแม่เท้าเอียงได้ในอนาคต
4. น้ำหนักตัวที่มากเกินไป
น้ำหนักที่กดลงบนเท้าส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างเท้า หากเด็กมีน้ำหนักตัวมาก และยืนหรือเดินนานๆ อาจเพิ่มแรงกดบริเวณหน้าเท้า จนเกิดการเบี่ยงของหัวแม่เท้า
🧒 อาการของภาวะหัวแม่เท้าเอียงในเด็ก
ภาวะหัวแม่เท้าเอียงในเด็กอาจสังเกตได้จากอาการดังต่อไปนี้ :
– หัวแม่เท้าบิดเข้าหานิ้วข้างเคียงอย่างชัดเจน
– ข้อนิ้วโป้งมีลักษณะนูนออกด้านข้าง
– เด็กบ่นว่าเจ็บหรือเมื่อยเท้าเวลาเดินนาน
– มีปัญหาใส่รองเท้าแล้วรู้สึกคับบริเวณนิ้วโป้ง
– เดินผิดท่า เช่น เดินปลายเท้า หรือเบี่ยงเท้าออกนอก
หากเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติดังกล่าว ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อเด็ก
วิธีดูแลและป้องกันภาวะหัวแม่เท้าเอียง
1. เลือกรองเท้าที่เหมาะสม
รองเท้าเด็กควรมีขนาดพอดี ไม่คับหรือหลวมจนเกินไป มีหน้าเท้ากว้างพอให้ปลายนิ้วขยับได้ และมีพื้นรองเท้าที่ยืดหยุ่น
Besson Joujou Thailand ออกแบบรองเท้าสำหรับเด็กโดยคำนึงถึง “โครงสร้างเท้าและการเติบโต” ของเด็กแต่ละวัย เพื่อช่วยลดแรงกดที่หน้าเท้าและป้องกันปัญหาการเบี่ยงของนิ้วเท้า
2. ตรวจวัดเท้าเป็นประจำ
วัดขนาดเท้าของลูกทุก 2-3 เดือน เพื่อให้แน่ใจว่ารองเท้ายังพอดีกับเท้า และไม่มีแรงกดบริเวณหัวแม่เท้าหรือข้างเท้า
3. ควบคุมน้ำหนักตัว
ส่งเสริมให้เด็กมีกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสม และควบคุมอาหารเพื่อไม่ให้น้ำหนักตัวมากเกินไป ซึ่งจะช่วยลดแรงกดที่ลงบนข้อเท้า
4. ฝึกเดินเท้าเปล่าในพื้นที่ปลอดภัย
การเดินเท้าเปล่าบนพื้นเรียบ เช่น สนามหญ้าหรือพื้นไม้ ช่วยให้เด็กใช้กล้ามเนื้อเท้าได้เต็มที่ และฝึกการทรงตัวตามธรรมชาติ
แนวทางการรักษาหากมีภาวะหัวแม่เท้าเอียง
การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ โดยทั่วไปมีแนวทางดังนี้ :
การปรับพฤติกรรมและรองเท้า
สำหรับอาการในระดับเริ่มต้น อาจแนะนำให้เปลี่ยนรองเท้าใหม่ที่เหมาะสม และลดพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อเท้า
การใช้แผ่นรองเท้าหรืออุปกรณ์เสริม
ผู้เชี่ยวชาญอาจแนะนำให้ใช้แผ่นรองเท้าพิเศษ (orthotic insole) เพื่อช่วยปรับสมดุลแรงกดและป้องกันการเบี่ยงตัวของหัวแม่เท้า
การกายภาพบำบัด
ในบางกรณี แพทย์อาจแนะนำให้ทำกายภาพบำบัดหรือฝึกกล้ามเนื้อเท้า เพื่อปรับแนวกระดูกให้กลับมาอยู่ในแนวปกติ
การผ่าตัด
หากภาวะหัวแม่เท้าเอียงรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการเดินในระยะยาว หรือมีอาการเจ็บเรื้อรัง อาจพิจารณาเข้ารับการผ่าตัดเมื่อเด็กโตขึ้น
เริ่มการใส่ใจเท้าเล็กๆ เพื่ออนาคตที่มั่นคง
ภาวะหัวแม่เท้าเอียงอาจดูเป็นเรื่องเล็กในสายตาหลายคน แต่หากปล่อยไว้นานโดยไม่ดูแลอย่างเหมาะสม อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของลูกในระยะยาวได้ โดยเฉพาะช่วงวัยเด็กซึ่งเป็นช่วงที่เท้ากำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว
เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการเลือกรองเท้าที่เหมาะสม และหมั่นสังเกตการเดินของลูก เพื่อให้เท้าของเขาเติบโตแข็งแรงในทุกย่างก้าว
ที่ Besson Joujou Thailand เราเข้าใจว่ารองเท้าที่ดีคือรากฐานของสุขภาพเท้าที่ดี เราจึงออกแบบรองเท้าผ้าใบสำหรับเด็กด้วยวัสดุที่นุ่ม เบา ระบายอากาศดี และมีหน้าเท้ากว้างที่ไม่บีบรัด พร้อมพื้นรองเท้ากันลื่น เพื่อให้ลูกน้อยของคุณเดิน
Add comment